วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ROAMING Laos Trip (Luang prabang 10-01-58)

ROAMMING 


Laos Trip Luang prabang 10-01-58

  • งานปั่นก็มา
      o0Oการนอนในผ้าห่มอุ่นๆและเปิดแอร์18องศานี้มันชั่งดีจริงๆ ... .ทำไมมันเริ่มหนาวขึ้นทุกทีๆ.. .. .!!! เฮ้ยมันไม่ใช่นี่หว่า เรานอนอยู่บนรถนอนหนิ! กี่โมงแล้ว? พอผมหันมองไปเห็นนาฬิกาดิจิตอล บนหัวรถบัสมันแสดงเวลา 4:30 am และผมก็พยายามลืมตาที่มีความหนักมหาศาลมองไปทางกระจกอีกครั้งปรากฎว่ารถทั้งคันถูกปกคลุมไปด้วยไอความเย็นจากข้างนอกรถ ไม่แปลกที่จะหนาวขนาดนี้ อากาศที่หนาวจนทำให้ผ้าห่มบางๆที่มีความหนาเท่าเสื้อยืดหนึ่งตัวนั้นแทบไม่ได้มีผลอะไรกับผมเลย ระหว่างนั้นผมหลับๆตื่นๆ อยู่หลายรอบ จนกระทั่งรถจอดสนิท.. .

อากาศที่หนาวจนเข้ากระดูกทำให้กว่าจะออกจากรถบัสนอนนั้นได้จึงใช้เวลาซักพักนึงเลย พอเราได้ของกันครบสามคนแล้วก็เดินมาตรงสถานีขนส่ง หลวงพระบาง อากาศในตอนนั้น ผมทายว่าน่าจะเลขหลักหน่วยได้เลยเพราะ หมอกที่ปกคลุมไปทั่วเมือง ระยะ 30-40เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้แล้วประกอบกับฝนที่ตกลงมาเรื่อยๆอย่างไม่ขาดสายไม่แปลกที่จะทำให้การพูดทุกประโยคของพวกเรานั้น มีไอหนาว ออกมาแบบ ไม่ต้องเกร็งความอุ่นจากภายในปอดเพื่อให้มีไอเลย 

เราสามคน งุนงง กับอากาศ กับอาการ จากการตื่นนอนที่ไม่เต็มอิ่ม ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ จนเหลือบไปเห็นผู้หญิงสองคน ที่เรา ได้ทำความรู้จักแบบคร่าวๆแล้วว่า เป็นคนไทย... (เนื่องจากก่อนหน้าที่เราจะขึ้นรถบัสนอน สายวังเวียง-หลวงพระบางนั้น ผู้หญิงสองคนนั้นก็ยืนรอเพื่อที่จะขึ้นรถคันเดียวกันเช่นกัน เพราะอะไรเราถึงรู้ว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นคนไทยน่ะหรอ...ก็เพราะซิมที่เราซื้อมานั้นยังใช้ไม่ได้น่ะสิ...เดินถามคนลาวมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คนจนมาถึงผู้หญิงสองคนนี้ คำตอบก็เช่นเดิม ไม่มีใครรู้เลย เราตั้งใจรีบซื้อซิมเพราะเพื่อที่จะใช้บนรถนอนแต่สุดท้ายก็อด และจำใจ นอน )

ดูท่าทางเค้าจะมีแพลนของเค้าสองคนแล้วเพราะจากเรามองได้ไม่นานสองคนนั้นก็ขึ้นรถสองแถวไปเรียบร้อย 
หลังจากมีเวลาให้สมองได้ฟื้นตัว เราก็ตัดสินใจ ซื้อตั๋วรถ เดินทางไปวังเวียง สำหรับ พรุ่งนี้เช้าเลย เพราะกลัวว่าสถานีขนส่งจะไกลจากตัวเมือง (ค่าตั๋วรถเดินทาง หลวงพระบาง-วังเวียง 105,000กีบ หรือประมาณ 430 บาทไทยถ้วน )
เมื่อเราได้เอาแบงค์ราคาแสนกว่าๆแลกกับเครื่องรับประกันว่าเรามีรถไปวังเวียงต่อแน่นอน แล้ว แผนต่อไปคือการหารถเข้าเมือง พวกเราลังเลกันอยู่นานว่าจะเดินหรือนั่งรถสองแถวไปดี สุดท้ายเราตัดสินใจที่จะนั่งรถเพราะบรรยกาศที่ไม่เอื้ออำนวยเอาซะเลย โดนกันไปคนละ 15,000 กีบ ประมาณ 60 บาท สามคนก็ 45,000 กีบ เพราะพี่สองแถวแกขับมาส่งถึงใจกลางเมืองหลวงพระบาง แล้วก็ถึงเวลาลุยอากาศหนาว ตามหาที่พัก พอเดินกันมาได้ซักพักหลังจากที่เจอป้ายเต็มมาได้สองสามที่ เราก็ได้ที่พัก ที่มีราคาเป็นที่น่าพอใจ คือ 130,000 กีบ ประมาณ 420 บาท เท่านั้น
หลังจากเข้าที่พัก อาบน้ำกันเสร็จใช่ว่าจะเฮฮาปาร์ตี้ออกไปทัวร์เมืองโบราณเก่าแก่สไตล์ฝรั่งเศสได้เลยนะครับ
ฝนที่เป็นอุปสรรคตั้งแต่เข้าเขตแดนหลวงพระบางนั้นก็ยังไม่เข้าใจหัวอกนักเดินทางที่มีเวลาจำกัดเลย 

เราสามคนทนกันได้ไม่นาน ตัดสินใจเดินออกจากที่พัก เริ่มต้นกันที่ ตลาดซ้าว (ตลาดเช้าหลวงพระบาง "สีสันยามเช้าในเมืองหลวงพระบาง" เป็นตลาดที่ชาวหลวงพระบางนำผลิตผลการเกษตรมาวางขายตามถนนเลียบแม่น้ำโขง เช่น ของป่า ผัก ที่หามาได้ มาวางขายกัน และโดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขง ซึ่งมีอยู่มากมายเนื่องจากหลวงพระบางเป็นเมืองที่ติดกับแม่น้ำโขงดังนั้น ปลาที่ตลาดเช้าหลวงพระบางจะสดใหม่มาก ซึ่งพ่อค้าแม่ขายจะติดตลาดขายของกันแต่เช้ามืด 

เราสามคนเดินลัดเลาะกันไปจนถึงอีกฝั่งก็ยังไม่รู้จะไปไหนเราเลยตัดสินใจจะไปร้านกาแฟร้านหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากจากการรีวิวหลวงพระบาง เราเดินตามหากันอยู่ซักพักนึง...จึงรู้ว่ามันเลยที่พักเรามาแค่ไม่ถึง 100 เมตรเท่านั้น (เดินอ้อมไปซะไกลเลยเว้ย)

"กาแฟประชานิยม ที่นี่แหละ" (กาแฟประชานิยมหลวงพระบาง) "เข้มข้นสไตล์กาแฟแท้ของลาว"
ร้านกาแฟประชานิยมหลวงพระบางเป็นเพิงอยู่ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ ติดถนนเลียบแม่น้ำโขงซึ่งเป็นท่าเรือข้ามฟากไปยังเมืองเชียงแมน ร้านมี กาแฟลาว ขนมคู่(ปาท่องโก๋) สำหรับคอกาแฟที่อยากลิ้มลองกาแฟลาว จากเมืองปากซองต้องมาที่นี่ เพราะเจ้าของเขาใช้กาแฟคั่วบดซึ่งสั่งตรงมาจากภาคใต้ของลาวเลยทีเดียว ) เสียงในหัวดังขึ้นจนต้องพูดออกมา พอจับจองที่นั่งของใครของมันได้ เราก็ระดมสั่ง ข้าวต้ม กาแฟ ไข่ลวก และหยิบปาท่องโก๋ กันใหญ่เลย พอกินกันเสร็จ สรุป กาแฟที่สั่งก็ยังไม่ได้ ประกอบกับท้องที่เริ่มอยู่ตัวแล้วเลยยกเลิกกาแฟไป เพราะยังไงพรุ่งนี้เช้าก็ต้องมากินอยู่แล้วก่อนกลับ หมดกันไปหมื่นกว่ากีบ เท่านั้นเองครับ สำหรับมื้อเช้าหนักๆของเราวันนี้....

หลังจากที่เราสามคนเติมพลังกันแล้วก็ถึงเวลา หาจักรยาน เพื่อปั่นเที่ยวรอบเมืองอีกครั้ง ไม่เดินแล้ว ปวดไปทั้งเท้าเลย!! เราได้มาเจอร้านนึงครับ ราคาจักรยานราคาไม่แพงมากเกินไป 20,000 กีบ หรือราวๆ 80 บาท ต่อคัน เช่าตอนนี้ คืนอีกทีสองทุ่ม พร้อมรับพาสปอร์ตคืน
 เราตกลง แล้วนำยานพาหนะคู่กาย ออกเดินทางลุยฝนที่ยังตกลงมาเรื่อยๆอย่างไม่หยุดหย่อน แต่เราก็ไม่ยอมแพ้เวลามีจำกัดแต่ใจมีไม่จำกัดเว้ยย !! เราปั่น ชม ปั่น ลุย กันมาหลายวัด ชิมกาแฟ เล่น WIFI กันจนได้ที่ ก็ถึงสถานที่ ที่ถือว่าเป็น แลนด์มาร์ค ที่ดังเป็นอันดับต้นๆของหลวงพระบางกันเลยก็ว่าได้ นั้นคือ... .

วัดเชียงทอง ( ວັດຊຽງທອງ วัดเซียงทอง นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและงดงามที่นักท่องเที่ยวอยากมาสัมผัสและชื่นชมมากที่สุดเมื่อเดินทางมาถึงหลวงพระบาง ซึ่งความงดงามและทรงคุณค่าของวัดเชียงทองได้รับการยกย่องจากนักโบราณคดีว่าเป็น "ดั่งอัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมลาว" เลยทีเดียว) เป็นวัดที่มีพื้นที่กว้างมาก และที่สำคัญ เสียค่าเข้าชม อีกคนละ 20,000 กีบ...ไม่ใช่ว่าจะมาทุกวันซักหน่อย จับจ่ายกันเลยทีเดียว เราเดินชมวัดที่สวยงาม ฝีมือในการสร้างวัดนั้นมือหนึ่งเลย ทำให้เราไม่รู้สึกเสียดายเงินสองหมื่นเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่รู้สึกว่า ได้เสพบรรยกาศของวัดมาได้ซักพักแล้วถึงเวลาปั่นๆ ปั่น ปั่นๆ รอบเมือง กันต่อ... .

ในบรรยกาศอันหนาวเหน็บประกอบกับฝนปอยๆที่ตกมาอยู่เรื่อยๆ และ สถาปัตยกรรม โบราณ สไตล์ฝรั่งเศส นั้น ทำให้เหมือนว่าเรากำลังดื่มด่ำกับบรรยกาศในแถบทวีบยุโรปเลยก็ว่าได้ สวยงามมากๆ ทำให้หลงใหลในเสน่ห์ของหลวงพระบางในรูปแบบที่หลายๆคนอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัส
หลังจากตัวชุ่มกันพอตัวแล้วเราก็ปั่นเข้าที่พักกันต่อหลังจากล๊อคจักรยานเป็นที่เรียบร้อย นึกว่าจะได้อาบน้ำนอนเล่นเอาแรง พนักงานที่พัก บอกว่า นอนสามคนต้องเพิ่ม เงินอีก50,000กีบ สำหรับคนที่สาม ไหนๆก็ไหนๆ ก็จ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่เราทำอะไรเสร็จแล้วก็พร้อมที่จะลุยกันอีกรอบแต่ครั้งนี้โหดกว่าที่คิดไว้เยอะ เราคิดกันว่าจะปั่นจักรยานเป็นระยะทางยี่สิบกว่ากิโลเพื่อไปถึง...น้ำตกตาดแส้. ...

ปั่นสิครับ งานนี้ มีแต่ ปั่นๆ ปั่น เราปั่นตามแผนที่ที่โจแนะนำเรามา ลุย ปั่น ปั่ น ปั่ น ปั่  น ปั่   น ปั่       น ปั่      น น น น น เราสามคนปั่นกันจนแทบจะหมดแรง ผมตัดสินใจ ถามป้าที่ขายของชำอยู่ข้างทางว่า น้ำตก ตาดแส้ อีกไกลมั้ย เพราะเรารู้สึกว่าเราปั่นกันมาไกลมาก คำตอบที่ได้จากป้าคือ....
"อีก12กิโล" ความคิดที่มีแตกสลายทันทีเพราะทางที่ปั่นนั้นชันขึ้นทุกที เราตัดสินใจกลับกันไว้พรุ่งนี้เช้าค่อยเหมารถสองแถวกันไปแล้วกัน ล้าไปหมดทั้งตัวแล้ว

หลังจากที่เราได้ออกกำลังกายสำหรับวันใหม่ไปเป็นที่เรียบร้อย(ซะที่ไหนเล๊าาาว์) เราเดินทางปั่นกลับ..ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดครับ งานหลงทางก็มา หลังจากที่ปั่นกลับกันเข้าใจว่ามาถูกทางจนสังเกตได้ว่าทางไม่คุ้น เอาละไงครับ ระยะทางไกลขึ้นเรื่อยๆเลย จนเข้าใจว่า "พวกเราหลงแล้วล่ะ"

ความโชคดีในความโชคร้ายครับถึงจะหลงทางแต่อย่างน้อยเราได้เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยเห็น บ้านเมืองที่มีการวางผังเมืองอย่างดีมีแม่น้ำคานล้อมรอบเมืองทำให้เมืองนี้ไม่มีที่ติเลยสำหรับผม ถึงมันจะไม่เป็นอย่างที่วางแผนไว้ แต่ทุกๆครั้งที่ผมเดินทาง ในการเดินทางที่แบบไม่ได้วางแผนไว้ทำให้เราได้เห็นสิ่งที่เราไม่คิดว่าจะได้เห็น

ปั่นจนเราคุ้นทาง....กลับถึงที่พัก...ชำระล้างร่างกายกันเรียบร้อย..เราเดินทางไปคืนจักรยาน ในความโชคดีของเราอีกเรื่องร้านที่เช่าจักรยานของเราคือที่เดียวกับ ตลาดมืด("ตลาดมืด" หรือเรียกแบบภาษาไทยว่า "ตลาดค่ำ" จัดในลักษณะถนนคนเดิน ปิดถนน รถวิ่งเข้าไม่ได้ เข้าได้เฉพาะคนและจักรยานเท่านั้น )
เราตัดสินใจ หาอะไรกินไปด้วยเลย ตลาดมืดขายของคล้ายประเทศไทยทางภาคเหนือกับภาคอีสานเลยครับของที่เป็นเอกลักษณ์ของลาวเองก็มีครับเหมาะสำหรับซื้อไปฝากเพื่อนๆแต่พวกเราไม่ได้ติดตัวกันมาซักชิ้น..เหตุเพราะการคลังของแต่ละคนเริ่มจะต้องถึงเวลาคิดคำนวนเงินซื้อของกันแล้ว เดินไปได้ไม่ไกลมากพวกเราตัดสินใจหาร้านกินข้าวกันครับ เดิน เดิน เดิ น เดิ  นน

"เฮ้ยเจอเงินตก"ต้นเสียงคือโจ ทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นแต่จริง! จริง แห่งความจริง
"100,000 กีบ เลย" หลังจากที่เราตกลงแสดงความเป็นเจ้าของ กับ ธนบัตรใบนั้นแล้ว เราไม่ลังเลที่จะนำเงินจำนวนนี้ไปครุ่นคิดในร้านกาแฟ JOMA (ร้านกาแฟ JOMA มีชื่อเสียงในระดับนึงของประเทศลาวเพราะมีอยู่แทบทุกเมืองของประเทศนี้เทียบๆก็น่าจะเท่า กาแฟ amazon แต่ไม่ได้อยู่ในปั้มน้ำมัน)        ขอบอกเลยครับว่าอร่อยฝุดๆไม่ว่าจะเป็นกาแฟ น้ำปั่น นม พวกเราสามคนลองกันหมด ราคาแต่ละแก้ว ก็มี 15,000 กีบ จนไปถึง 25,000 กีบ กันเลย






พวกเราเหลือเงินอยู่จำนวนนึงจากความโชคดีของโจเราตัดสินใจลองกินหมูกระทะ ลาว กันดูเปรียบเทียบความแตกต่าง สิ่งที่แตกต่างคือ มีเนื้อควาย และ น้ำจิ้มที่แสนอร่อย ของร้านนั้น ผมไม่ชำนาญทางด้านน้ำจิ้ม แต่ที่ลิ้นรับรสได้นั้น บอกได้ แค่ว่า "อร่อย" เราเสียค่าหมูกระทะเมืองลาว 60,000 กีบ ตกคนละ 245 บาท


พอกินกันเสร็จเราเพิ่มเงินกันอีกคนละนิดหน่อย หลังจากที่แชร์จากเงินที่เก็บได้ และเดินทางกลับที่พักแต่พวกเราก็ไม่ลืม ที่จะลิ้มรสเบียร์ลาวอีกแบบที่ไม่ค่อยเห็นขายในประเทศไทย คือ  Beer Lao Dark
รสชาติเข้มกว่าครับ เหมาะสำหรับสายแข็ง หลังจากที่เหนื่อยกันมาทั้งวันก็ถึงเวลา พักผ่อน...ขนาดนอนอยู่ในห้อง พูดกันไอความเย็นยังออกจากปากเราไม่หยุดเลยครับ(หวังว่านอนครั้งนี้จะไม่มีเสียง ปั้ง...นะ)


วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

ROAMING Laos Trip (Vientiane-Luang prabang 9-01-58)

ROAMMING

 Laos Trip Vientiane-Luang prabang 9-01-58

  • งานเดินก็มา
     น้ำอุ่นกับเช้าอากาศเย็นเป็นโอกาสดีที่เหมาะกับการปั่นจักรยานเที่ยวรอบเมืองลาวอย่างนครหลวงเวียงจันทน์แห่งนี้ (ວຽງຈັນ ดินแดนลาวตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เวียงจันทน์ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางการบริหารการปกครองของลาวในอาณัติของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2442 ต่อมาเมื่อประเทศลาวประกาศเอกราชจากฝรั่งเศส ก็ได้กำหนดให้กรุงเวียงจันทน์เป็นเมืองหลวงของลาวสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้)เราสามคนก้าวออกจากที่พัก หลังจากทำธุระส่วนตัวกันเสร็จหมด ทุกคนต่างเก็บของใส่กระเป๋าแล้วนำมาวางรอไว้ที่ล๊อบบี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางต่อในคืนนี้ 

เราสามคนได้ซื้อตั๋วเดินทางระหว่าง เวียงจันทร์-หลวงพระบาง ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจาก ที่พักของเรา ในราคา 180,000 กีบ หรือประมาณ 735 บาทไทย เราสามคน ได้ออกตามหาร้านเช่าจักรยานหลังจากที่เดินออกมาจากที่พัก แล้วเราก็เจอ หนึ่งร้านพวกเราตีราคากันไม่น่าเกินคันละ50บาท ผมเป็นคนเข้าไปถามราคา ปรากฎว่าราคาต้องเป็นที่น่าตกใจ..
"200 บาทค่ะ" คำตอบจากหญิงสาวเจ้าของร้าน
หลังจากที่กลับมาปรึกษากันหน้าร้าน เราตัดสินใจว่า จะเดินหาร้านจักรยานไปเรื่อยๆ แล้วกัน แล้วระหว่างทางถ้าเรา เจอร้านขายซิมมือถือเราก็จะหาซื้อซิมอินเตอร์เน็ตกัน 
ระหว่างที่หาร้านจักรยานและร้านขายซิมเน็ตนั้นเราก็ได้แวะหามื้อเช้ากินกันและได้ไปเจอร้านนึง อยู่ระแวกกับโรงเรียนแห่งหนึ่งแถวๆประตูชัย และสิ่งที่น่าลองของที่นั้นคือ แซนวิช(เป็นขนมปังแท่งผ่าตรงกลางสอดใส้ต่างๆ หมูหยอง ไข่ หอม มายองเนส บราๆ) และ น้ำ โอวัลตินเย็น อีกถุงนึง สรุป โอวัลตินเย็นแพงกว่า แซนวิช อีกครับ ราคา งง มาก 
หลังจากนั้นก็เดินกันต่อ...จนถึง ประตูไซ ((Patuxay) หรือประตูชัย ลาว สัญลักษณ์แห่งชัยชนะของปวงชนลาว พ้นจากการเป็นเมืองขึ้น โดยเลียนแบบ ประตูชัย ปารีส แต่ใช้ศิลปะลาว)


หลังจาก ที่ โพสท่าถ่ายรูปคู่ๆคี่ๆกับประตูชัยแล้วเราก็ตัดสินใจจ่ายเงินค่าเข้าไปชมในประตูชัยในราคาคนละ 3,000 กีบ หรือ คนละ 13 บาทไทย
ในระหว่างทางเดินขึ้นประตูชัยนั้นทุกๆชั้นจะมีร้านค้าขายของที่ระลึกเกี่ยวกับประตูชัยนับสิบๆร้านเลย ทีเดียว เราขึ้นกันไปจนสุด ชมวิว รอบเมืองจากใจกลางเมืองหลวง สวยเลยทีเดียวครับ
หลังจากนั้น เราเดินกันต่อ....เดินกันต่อ...เดิน.. .กัน .. .ต่อ.. .หรอ!! ไหนว่าจะเช่าจักรยานไง!!
เราเดินกันจนลืมว่าต้องหาร้านเช่าจักรยาน เราเดินกันมาร่วม เกือบ5กิโลน่าจะได้ แล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ เดินมันเลยแล้วกัน พวกเราตัดสินใจเดินยาวกันต่อจนถึง พระธาตุหลวง( พระธาตุ (สถูป) ขนาดใหญ่สีทองอร่าม บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นเครื่องหมายในดวงตราสำคัญของประเทศ) สีเหลืองสวยงาม มีพื้นที่กว้างมาก ภายในพื้นที่ประกอบไปด้วยหลายวัดและรูปปั้นต่างๆ การจะเข้าไปชมในส่วนของ พระธาตุหลวงนั้นต้องเสียค่าเข้าคนละ 5,000 กีบ หรือ ราวๆ คนละ 20 บาท


พระธาตุหลวงมองมุมไหน ก็สวยเหมือนกันทุกทิศ ไม่น่าเชื่อ ว่าจะสร้าง มานานมาก ตามตำนานดังกล่าวระบุศักราชการสร้างว่าอยู่ในช่วง พ.ศ. 238 สุดยอดไปเลย...
เราเดินทาง(ด้วยเท้า)ออกจาก พระธาตุหลวงเดินกลับมาทางเดิม ตัดสินใจจะกลับที่พัก ผ่านประตูชัยอีกครั้ง...... .. ..
"เฮ้ย เฮ้ย !! จะไปไหน รถตู้ มั้ย???" เสียงเดิมๆที่คุ้นเคย ตะโกนมาจาก ข้างหน้าเรา เป็นลุงรถตู้คนเดิมที่เราเจอเมื่อวานที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว นี่ไม่รู้เพราะอะไรต้องมาเจออีก แต่สุดท้าย ก็ทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเดินผ่านมา ทิ้งไว้แต่เสียงที่ค่อยๆหายไปในกลีบเมฆ
"ตี๊นน ปี๊นน" เสียงแตร ดังขึ้น ในขณะที่เรากำลังจะข้ามถนน บอกตามตรงเลยครับ ตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย เรายัง งง กับการมองซ้ายมองขวาในการข้ามถนน เพราะ สปป.ลาวนั้นใช้ถนนตรงข้ามเลนรถกับประเทศไทยทำให้สับสนมากในการข้ามถนนแต่ละทีต้องคิดก่อนว่ารถจะมาทางไหน 
เดินสุ่มทางไปเรื่อยๆเผลอไปเจออีกแลนด์มาร์คของที่นี่ครับใจกลางเมืองเช่นกันนั้นคือ ทาดดำ(ตั้งอยู่บริเวณ วงเวียนใจกลางเมือง เดิมทีพระธาตุหุ้มด้วยทอง แต่ถูกลอกออกในสมัยสงครามที่สยามเข้ายึดเมืองเวียงจันทร์ จึงเรียกกันว่า ธาตุดำ)
และก็เดินต่อ...
ก่อนจะถึงที่พักเราแวะชิมกาแฟจากร้าน Comma เป็นร้านที่ไม่เด่นไม่ดังอะไรแต่ได้ความเป็นส่วนตัวสุดๆ
เพราะลูกค้าที่ไม่มาก เพราะเป็นร้านขนาดเล็ก ทำให้ ร้านนี้น่าสนใจสำหรับพวกเรา พอแต่ละคนหย่อนตูดลงเก้าอี้สั่งกาแฟกันเสร็จ เล่นWIFI กันเต็มที่ เราสามคนได้ ลองใช้ กล้อง GoPro ที่ได้มาจากพี่ของมอส แต่ สวรรค์ชั่งเป็นใจ เราไม่มี password ในการ ลิ้งเข้ามือถือสุดท้ายก็ยอมแพ้เก็บลงในกระเป๋าเช่นเดิม
เราเดินทางกลับมาถึงที่พัก....
"ซิม ละ ?" เอาแล้วไงครับ ลืม ซิมอีกจนได้ เวลารถ ก็ อีกแค่ไม่ถึงชั่วโมง แต่เราสามคนก็ตัดสินใจ วิ่งตามหาร้านซิม หาไปเรื่อยๆ ห่างไกลที่พักเรื่อยๆ พระอาทิตย์ ก็ตกดิน จนมาเจอร้านหนึ่งกำลังจะปิด เราต่อรองกันอยู่นานครับกว่าจะได้ซิมมาเพราะราคากับแพคเกจ ของที่ลาวแตกต่างจากไทยพอสมควร
หลังจากนั้นก็ถึงเวลาวิ่งกลับที่พัก เพราะอีกไม่ถึง 10 นาที รถจะมารับแล้ว....(โชคดีที่ยังทันครับ)
พอมีรถมารับเราจากที่พักไปส่งเราต่อที่ขนส่งสายเหนือนครเวียงจันทร์ เราก็ นั่ง รถ จนกว่าจะถึงเวลารถออก 20:00 น
รถนอนของที่นี่มีแต่ชาวต่างชาติเกือบทั้งคันคุยกันทีเหมือนรู้จักกันหมดเอาละไงครับโรคกลัวฝรั่งกำเริบแล้ว และจะขึ้นรถทุกคนต้องถอดรองเท้าครับ ทางพนักงานจะแจกถุงให้เราเก็บรองเท้า และขึ้นเรียงนั่งกันตามที่นั่งของใครของมันตามเลขบัตรมีอยู่สามแถวครับ บน ล่าง ทั้งคันมีอยู่ประมาณ สามสิบกว่าที่นั่ง...แต่ ที่นั่งของผมกับโจดันมีผู้หญิงชาวต่างชาติมานั่งเรียบร้อยแล้ว ทำไงดีละทีนี้ เราเลยให้พนักงานไปบอกพี่เค้าให้หน่อยว่านั่งที่ผิด พี่แก ทำหน้า งง จนเราเหลือบไปเห็นที่นั่งท้ายรถ ซึ่งเป็นเตียงนอน สาม เตียงติดกันเลย เราเลยบอกพนักงานว่า ขอไปนอนตรงนั้น ได้มั้ย พนักงานบอกว่า ได้ โอเคเลยทีนี้ ได้นอนติดกันเลย สบายละ... 
"ปั้ง ปั้ง .. .ปั้ง" เสียงประตูห้องน้ำฟาดกับที่กั้นตกของผมทั้งคืน ตลอดจนถึง หลวงพระบาง เลยครับ .

Roaming Laos trip (Chiang Mai-Vientiane 8-01-58)

ROAMMING

Laos Trip Chiang Mai-Vientiane 8-01-58


 ทุกคนมีความฝันครับและฝันของแต่ละคนแตกต่างกันไปซึ่งแน่นอนคุณผู้อ่านที่อ่านบล๊อคผมอยู่ในขณะนี้แน่นอนว่าหนึ่งในความฝันของคุณคือ"การท่องเที่ยว"เราจึงมารวมตัวกันที่บล๊อคนี้และอยากแชร์ประสบการณ์ต่างๆที่ได้เจอมาระหว่างการที่เราได้ตะลอนท่องโลกแห่งนักเดินทาง หวังว่าทุกคนจะชอบครับ.

         • Oh! my first trip 

"กรุณาปรับเบาะที่นั่งให้อยู่ในระดับปกติด้วยค่ะ" เสียงพนักงานสายการบินนกแอร์สุดแสนจะน่ารักได้บอกให้ผมปรับเบาะเพื่อเตรียมตัวสำหรับการขึ้นบิน

การเดินทางครั้งนี้เป็นครั้งแรกของปี (ก็ใช่นะสิพึ่งวันที่8มค58เองนี่กว่า) หลังจากที่เครื่องได้ take off จากสนามบินเชียงใหม่แล้วก็เท่ากับว่าเวลาของการเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วเช่นกัน

ก่อนอื่นผมขอบอกก่อนว่าทริปนี้ผมกำลังจะเดินทางจากแดนสยามเข้าไปสู่แผ่นดินเพื่อนบ้านเราใกล้ๆไม่ไกลครับ สปป.ลาว นี่เอง และไม่ใช่อย่างที่ทุกคนคิดนะว่านั่งเครื่องจากเชียงใหม่ตรงสู่นครเวียงจันทร์เมืองหลวงอันแสนงดงามของลาวเปล่าเลย..ผมมากับเพื่อนอีกสองคนที่พวกมันนั่งรถไฟจาก กทม แดนสยามมารอผมตั้งแต่ ตอนเช้าและมันมีอะไรที่ตะลุยกว่านั้น

ระหว่างที่ยืนรอกระเป๋าผมก็ได้รายงานผู้ที่คอยสนับสนุนเราอยู่เบื้องหลัง(พ่อ-แม่)ว่าเราถึง...สนามบินนานาชาติอุดรธานีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ผมหยิบกระเป๋าเป้สีแดงที่มีน้ำหนักกว่า9กก เดินออกจากจุดรับกระเป๋าก็เจอเพื่อนที่ทำหน้าอ่อนล้าจากการนั่งรอผมเป็นเวลากว่า8ชั่วโมง

หลังจากนั้นก็ออกเดินทางโดยรถตู้โดยสารส่งตรงจากสนามบินสู่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวราคาประมาณคนละ200บาท

เราสามคนใช้เวลาจากสนามบินอุดรธานีมาถึงสะพานเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
ก็ถึงสะพานมิตรภาพไทย-ลาวฝั่งไทยเราทำการตรวจพาสปอร์ตเรียบร้อยก็มีรถเมล์พาข้ามสะพานไปแดนลาวราคาค่ารถคนละ20บาท

เมื่อข้ามเขตแดนอำลาแผ่นดินไทยมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะเหยียบลาวเป็นครั้แรก เวลาตอนนั้นก็ราวๆ19:00 ฟ้าครึ่มๆสลัวๆเริ่มได้กลิ่นอายความเป็นลาวเพราะเมื่อผมลงจากรถเมล์ มาก็เห็นป้ายโฆษณา Samsung S5 เป็นภาษาลาวแต่..สกิลการอ่านภาษาลาวเท่ากับศูนย์..

พอลงจากรถเมล์ก็ถึงเวลาจัดการเรื่องการผ่านด่านทุกคนเตรียมพาสปอร์ตออกมาจัดการทำหน้าที่ผ่านด่านอย่างถูกกฏหมาย...ในขณะนั้น!!ผู้ก่อการร้ายซุ่มโจมตีเสียงปืนดั่งสนัน ตอนเวลาในเที่ยงคืนกว่า...(นั้นมันเพลง!!)...ในขณะนั้นก็มีเสียงผู้ชายสูงอายุแทรกมาระหว่างเราสามคนว่า..

"จะไปไหน?"เราสามคนหันหน้าไปหาต้นทางของเสียงอย่างพร้อมเพียง ปรากฏว่าเป็นชายวัย40-50ปีคนนึงกำลังรอคำตอบจากที่เค้าได้ถามมา
"ไปเวียงจันทร์ครับ"ผมตอบคำถามก่อนที่ลุงจะต่อยพวกเราเพราะความเงียบ
"เหมารถตู้มั้ย200บาท"ไม่ทันไรก็ถามต่อซะละลุง!

เอาตรงๆนะครับเราก็ไม่เคยมาลาวกันเลยทั้งสามคนและไม่รู้ว่าเรทราคาไหนแพงราคาไหนถูกเราจึงรีบตอบปฏิเสธไปกันก่อนแล้วขอตรวจพาสปอร์ตผ่านแดนลาวก่อน


ลุงแกเซ้าซี้อยู่นานครับแต่ผมก็ปฏิเสธตลอดจนลุงแกเริ่มรำคาญเพราะเราไม่ยอมตกลงแล้วลุงแกก็เดินจากไปแต่ทิ้งท้ายด้วยเสียงตะโกนว่า "เรื่องมากวเว้ยย!!"...อ่าวเห้ยนี่เราไม่ซื้อนี่ผิดหรอ?
เอาละไงก้าวแรกเมื่อเหยียบแผ่นดินลาวก็โดนซะแล้ว

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว..หลังจากนั้นเราก็ตะเวนหารถเข้าเวียงจันทร์จนได้แต่กว่าจะได้นี่เหงือกแห้งเหมือนกันเพราะรถบริการจะหมดแล้ว สุดท้ายเราได้รถเข้าเมืองเวียงจันทร์กันไป150บาทตกคนละ50บาท(นี่ไม่ได้ถูกลงเท่าไหร่เลย แต่มันก็หารลงตัวดี) ใช้เวลาเดินทางจากสะพานมิตรภาพเข้าตัวเมืองประมาณเกือบๆครึ่งชมเลยครับระยะทางประมาณ20กว่ากิโล
พอเคลียร์ค่าใช้จ่ายกับลุงขับรถเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเดินทางหาที่พัก....

"กระเป๋ากล้องละ?"เอาละครับไม่ทันไรก็ลืมของแล้ว
"บนรถสามล้อลุงแน่ๆ" โจ ผู้เป็นเจ้าของเสียง เป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันหนึ่งในสองผู้ร่วมทริปกับผม หลังจากนั้นโจก็ช่วยตะโกนเรียกลุง ว่าลืมของบนรถ โชคดีที่ยังไปไม่ไกลมาก
เอาละถึงเวลา ที่พวกผมรอคอยกันมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา(ไฟในการท่องเที่ยวมาเต็ม)..

"FULL" , "เต็ม!" , "ห้องพักไม่ว่าง!!" เวลากว่า20นาทีระยะทางกว่า3กมและกระเป๋าหนักๆ ทำให้แรงเริ่มหมดไปจนกระทั่ง
"Cheap rooms available" โจ ผู้ที่ให้ความหวังกับทุกคนกลับมาอีกครั้ง
ผมเข้าไปถามว่ามีห้องว่างมั้ย พนักงานใจดีมากครับ ต้อนรับเป็นอย่างดี ราคาห้องก็ถูก 320 บาท เท่านั้น พอขึ้นไปถึงห้องสภาพห้องดีกว่าที่คิด ห้องกว้าง สะอาด ห้องน้ำรวม

หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการหาที่พักมานาน ถึงเวลาที่จะต้องไปหาของกินลงท้องเพื่อเพิ่มพละกำลัง

"18,000 กีบ นี่มันกี่บาทวะ"พวกเรา งง กับราคากันมากครับตลอดระยะเวลาเที่ยว เราแทบ หยิบมือถือมาคิดเลขอยู่แทบทุกครั้ง เราตัดสินใจกินข้าวผัดกันในราคาจานละ18,000กีบราวๆ 75 บาท (แพงใช่ย่อย)หลังจากเติมพลังร่างกายแล้วก็ถึงเวลาเติมพลังจิตใจ หาร้านกาแฟนั่งกัน ไม่ใช่ว่าลูกผู้ดีกินของคาวแล้วหาของหวานกินนะครับ..หาWIFIต่างหาก ราคากาแฟ ตกแก้วละประมาณ20,000-22,000 กีบ ไม่สนครับ WIFIสำคัญมาก

ทุกคนต่อwifiได้ ยกเว้น มอส มอสคือเพื่อนร่วมทริปอีกคน ซึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เช่นกัน
ต่ออยู่นานครับก็ไม่ติดจน เราคิดว่า ถ้าเราต่อwifiร้าน แล้ว แชร์ hotspot ให้เพื่อนคงเล่นได้...
. . .ไม่ได้แถมเด้งคู่ครับ เอาละงานงอกแล้ว ใช้เวลาต่อไปอีกซักพัก พอเริ่มหมดหนทางผมตัดสินใจ บอกพี่พนักงานแกว่า wifiร้านต่อไม่ได้ พี่แกไม่พูดไม่จา เดินมา กด ปิด-เปิด router wifi ใหม่เลย ในขณะที่ โจ และคนอื่นๆ ในร้าน ก็เล่นกันอย่างเพลิดเพลิน..(ชิบหายละนี่ทำเพื่อเราขนาดนี้เลยหรอนี่)
แต่มันก็เป็นผลครับ หลังจากนั้นเราทุกกคนก็กลับมาต่อ wifi ได้ ปิดท้ายของวันเราก็ ซื้อเบียร์ ลาว อันลือชื่อของที่นั่น จิบๆ กันคนละขวด แล้วก็กลับเข้าที่พักเตรียมตัวสำหรับวันพรุ่งนี้..ต่อไป